ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ TMB Group 3 Blog

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สรุปข่าวเด่นประจำสัปดาห์


20 สิงหาคม – 26 สิงหาคม 2555

ปธ.บอร์ด รับสถาบันการเงินต่างชาติทาบซื้อหุ้น TMB จากคลัง,รอศึกษากฎหมาย

            ขณะนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศ แสดงความสนใจเข้ามาซื้อหุ้น TMB ในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ทั้งหมด 26.09% ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นการเข้ามาถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเกิน 25% ตอนนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศ  กำลังเวิร์คกันอยู่ ให้สคร.ศึกษาข้อกฎหมาย เพราะเขาจะเข้ามาซื้อทั้งหมดจากคลัง ส่วนไอเอ็นจี กรุ๊ป จากปัจจุบันถือหุ้น TMB ในสัดส่วน 25% และต้องการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มจากในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ แต่เนื่องจากไม่สามารถตกลงในเรื่องราคากันได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การดำเนินงานของ TMB สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขายหุ้นออกไป

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

TMB Borderless on Stage ตอน AEC 2015 PROMPT


TMB Borderless on Stage ตอน AEC 2015 PROMPT 

22 สิงหาคม 2555
            เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม ที่ TMB ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงาน "TMB Borderless on Stage ตอน AEC 2015 PROMPT เคลื่อนทัพธุรกิจไทย...สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
 ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ โรงแรม พลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน โดยมีนายวิกรานต์ ปวโรจน์กิจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ TMB และ รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นผู้เปิดงานโดยกิจกรรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับและสนใจเข้าร่วมงานกว่า 700 คน ซึ่งงานครั้งนี้ผู้ร่วมฟังจะได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง และแตกต่างในการนำไปใช้ในการวางแผนธุรกิจเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asian Economic Community: AEC)

         งานครั้งนี้ TMB ได้เกียรติจากวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิไม่ว่าจะเป็น คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มาแบ่งปันวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการไทยต่อการทำธุรกิจภายใต้ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ ผศ.วิจิตรา ล.เฉลิมชัยชนะ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในหัวข้อการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ตลาดการค้าและการลงทุนในประเทศพม่า อินโดนีเซีย และ เวียดนาม

วิเคราะห์ข่าว : 

 

Credit : http://www.tmbbank.com/newsroom/news-details.php?id=380

ผู้เสนอข่าว : นายอนุศักดิ์  บัวสมบูรณ์  ID 53112804110
 

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

TMB มั่นใจสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กปีนี้โตเกินเป้า 35-40%หลัง H1 โต 24

     นาย ปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเอ็มอีและซัพพลายเชนธนาคารทหารไทย(TMB)เปิดเผยว่า ยอดสินเชื่อเอสเอ็มอี 6 เดือนแรกของปีนี้ เติบโต 15% โดยมียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 114,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 โดยที่การขยายตัวได้ดีจากสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่ม 24%  หรือเพิ่มเป็น 54,000 ล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดกลางเป็น 60,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าเติบโตสินเชื่อ 35 — 40% ตามที่ได้ตั้งไว้ ณ สิ้นปี

     ธนาคารตระหนักถึงความสำคัญของลูกค้าเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจ  แต่กลับพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจในหลายๆเรื่อง ทั้งเงินทุนที่ไม่เพียงพอความต้องการหรือแม้กระทั่งการบริหารการเงินที่ไม่คล่องตัว ซึ่งที่ผ่านมา ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี ได้เป็นผู้พลิกแนวคิดและเป็นผู้ริเริ่มในการให้วงเงินสินเชื่อเอสเอ็มอีที่สูงเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงเป็นที่มาของสินเชื่อ 3 เท่า TMB SME  ซึ่งได้วงเงินถึง 3 เท่าของหลักประกัน ทำให้ธนาคารได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าและมีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และยังส่งผลให้ยอดค้ำประกันสินเชื่อของทีเอ็มบี ภายใต้โครงการค้ำประกันราย Portfolio กับ บสย. นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2552  สูงเป็นอันดับ 1 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 43 % ของสินเชื่อที่ค้ำประกันจาก บสย. หรือคิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 58,000 ล้านบาท
     นอกจากนี้ ธนาคารได้มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถบริหารธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวขึ้น ด้วยบัญชีธุรกิจ One Bank One Account ที่ให้เอสเอ็มอี ฝาก ถอน โอนเงิน หรือฝากเช็ค ได้ที่สาขาไหนก็ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามเขต ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีโดยมีการเปิดบัญชีประเภทลูกค้าธุรกิจกว่า 2,000 ราย หลังจากได้มีการได้มีการเปิดตัวเพียง 2 เดือนตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมา
     สำหรับแผนงานครึ่งปีหลังนั้น ธนาคารยังคงเน้นออกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลธุรกรรมทางการเงินทั้งระบบ เพื่อเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงการบริหารจัดการธุรกรรมการเงินที่มีประสิทธิภาพ ที่ง่ายและสะดวกที่สุดให้ได้มากขึ้น  ตอกย้ำเป้าหมายในการเป็นธนาคารที่ให้บริการธุรกรรมทางการเงินที่ดีที่สุด ( The Best Transactional Banking) และลูกค้าเลือกใช้เป็นธนาคารหลักในการทำธุรกรรม

วิเคราะห์ข่าว : ธนาคารทหารไทย(TMB)เปิดเผยว่า ยอดสินเชื่อเอสเอ็มอี 6 เดือนแรกของปีนี้ เติบโต 15% โดยมียอดสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 114,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2554 โดยที่การขยายตัวได้ดีจากสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่ม 24%  หรือเพิ่มเป็น 54,000 ล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดกลางเป็น 60,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าเติบโตสินเชื่อ 35 — 40% ตามที่ได้ตั้งไว้ ณ สิ้นปี


ผู้เสนอข่าว : นายธงไชย เขมาธร ID 53112804112

ปธ.บอร์ด รับสถาบันการเงินต่างชาติทาบซื้อหุ้น TMB จากคลัง,รอศึกษากฎหมาย


นางเสาวนีย์ กมลบุตร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารทหารไทย (TMB) เปิดเผยกับ "อินโฟเควสท์" ว่า ขณะนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศ แสดงความสนใจเข้ามาซื้อหุ้น TMB ในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ทั้งหมด 26.09%  ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นการเข้ามาถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเกิน 25%
                "ตอนนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศ  ไม่ใช่จากเมย์แบงก์ หรือแบงก์จากมาเลเซีย ไม่เคยมีการติดต่อมา และไม่ใช่จากแถบเอเซีย ตอนนี้กำลังเวิร์คกันอยู่ ให้สคร.ศึกษาข้อกฎหมาย เพราะเขาจะเข้ามาซื้อทั้งหมดจากคลัง" นางเสาวนีย์ กล่าว
                ส่วนไอเอ็นจี กรุ๊ป จากปัจจุบันถือหุ้น TMB ในสัดส่วน 25% และต้องการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มจากในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แม้ไอเอ็นจีกรุ๊ปยังแสดงความสนใจที่ต้องการซื้อหุ้นเพิ่ม แต่เนื่องจากไม่สามารถตกลงในเรื่องราคากันได้ ขณะเดียวกันไอเอ็นจีกรุ๊ปไม่ได้มีท่าทีที่จะขายหุ้นทิ้งด้วย
                "ที่เห็นเขา (ไอเอ็นจี) ขายทรัพย์สินที่โน่น แต่เขาก็ยังจะอยู่ที่นี่...ที่ยังไม่สรุปยอมรับว่าเพราะตกลงเรื่องราคาไม่ได้ ทางเขาก็อยากได้ราคาถูก ทางเราก็ยังขายราคาสูง" นางเสาวนีย์ กล่าว
                อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การดำเนินงานของ TMB สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขายหุ้นออกไป


สรุปและวิเคราะห์ข่าว ขณะนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศ แสดงความสนใจเข้ามาซื้อหุ้น TMB ในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ทั้งหมด 26.09%  ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นการเข้ามาถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเกิน 25%ตอนนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศ  กำลังเวิร์คกันอยู่ ให้สคร.ศึกษาข้อกฎหมาย เพราะเขาจะเข้ามาซื้อทั้งหมดจากคลัง ส่วนไอเอ็นจี กรุ๊ป จากปัจจุบันถือหุ้น TMB ในสัดส่วน 25% และต้องการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มจากในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ แต่เนื่องจากไม่สามารถตกลงในเรื่องราคากันได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การดำเนินงานของ TMB สามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขายหุ้นออกไป

ผู้เสนอข่าว : นางสาว สุติมา  บุญฉิม  ID. 53112804119

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สรุปข่าวเด่นประจำสัปดาห์


13 สิงหาคม – 19 สิงหาคม 2555

ทีเอ็มบีจัดทัพทรัพย์สินรอการขาย

            ทีเอ็มบี เชิญชวนลูกค้าร่วมงาน อภิมหกรรม บ้าน-คอนโดฯ และสินเชื่อแห่งปี ระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคม 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษ 2 ต่อสำหรับลูกค้าที่ซื้อทรัพย์สินในงานนี้ ต่อที่หนึ่ง รับส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 50% ต่อที่ 2 โปรโมชั่นพิเศษชุด คอมโบเซ็ต รับส่วนลดพิเศษเพิ่มอีกรายการละ 10% สำหรับลูกค้าที่ซื้อทรัพย์สินที่ราคาประกาศขายไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 2 รายการ และหากลูกค้าซื้อทรัพย์สินมากกว่า 2 รายการ ก็จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีกรายการละ 20% จากราคาที่ลดแล้วอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โบรกฯหนุนเก็ง TMB ต่างชาติสนใจซื้อหุ้นจากคลัง,P/BVปัจจุบันต่ำกว่ากลุ่ม



                บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า ดีลการขายหุ้น ธนาคารทหารไทย (TMB) ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ 11,364.3 ล้านหุ้นหรือ 26.09% อาจจะต้องใช้เวลาในการเจรจาอีกระยะหนึ่ง สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารช่วง 6 เดือนแรกของปี 55 มีกำไรสุทธิ 2,294.6 ล้านบาท (EPS : 0.05 บาท) ซึ่งทรงตัวเมื่อเทียบ YoY แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้น 21%YoY เป็น 7,988.8 พันล้านบาท และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเติบโต 11%YoY เป็น 2,058.8 ล้านบาท แต่ถูกชดเชยไปด้วยการตั้งสำรองค่าเผื่อฯที่เพิ่มขึ้น 138%YoY เป็น 2,173.9 ล้านบาท อย่างไรก็ดี นับว่าผลการดำเนินงานของธนาคารก่อนตั้งสำรองค่าเผื่อฯ มีการเติบโตที่ดีขึ้นมาก สินเชื่อ 6M55 ขยายตัวได้ 6%YTD ส่วน BVS ณ สิ้นมิ.ย.55 เท่ากับ 1.29 บาท ณ ราคาปัจจุบันที่ 1.58 บาท ซื้อขายที่ Current P/BV 1.22 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 1.90 เท่า
                ดังนั้นจึงแนะนำ"ซื้อเก็งกำไร" TMB สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค ให้แนวต้านระยะสั้นไว้ที่ 1.60-1.65, 1.70 บาท ต่ำกว่า 1.50 Stop loss ตามที่ นางเสาวนีย์ กมลบุตร รองปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการธนาคารทหารไทย (TMB)ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศแสดงความสนใจเข้ามาซื้อหุ้น TMB ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ทั้งหมด 26.09% (โดยไม่ใช่ Maybank ของมาเลเซียและไม่ใช่ธนาคารในแถบเอเชีย ส่วน ING group ที่ถือหุ้น TMB อยู่แล้ว 25.19% ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเพราะไม่สามารถตกลงเรื่องราคากันได้ แต่ทาง ING group ก็ไม่ได้มีท่าทีจะขายหุ้นที่ถืออยู่) ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาข้อกฎหมายในการเข้ามาซื้อหุ้นดังกล่าว เนื่องจากเป็นการเข้ามาถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเกิน 25%

สรุปข่าว :บทวิเคราะห์การขายหุ้น ธนาคารทหารไทย แนะนำซื้อเก๊งกำไร ให้แนวต้านระยะสั้นไว้ที่ 1.60-1.65, 1.70 บาท ต่ำกว่า 1.50 Stop loss รองปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการธนาคารทหารไทย กล่าวว่าขณะนี้มีสถาบันการเงินต่างประเทศได้แสดงความสนใจในการเข้ามาซื้อหุ้นของธนาคารทหารไทยที่ทางกระทรวงการคลังถืออยู่ทั้งหมด 26.09% โดยไม่ใช่ผู้ที่ถือหุ้นของธนาคารทหารไทยอยู่ก่อนหน้านี้แล้วแต่ยังไม่มีความคืบหย้าในการเจรจาเพราะยังไม่สามารถตกลงราคากันได้ ) ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาข้อกฎหมายในการเข้ามาซื้อหุ้นดังกล่าว เนื่องจากเป็นการเข้ามาถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเกิน 25%

โดย : นางสาวณัฐชนิดา ชูสกุล 53112804109

 ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555 09:44:56 น.

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

TMB มองการใช้เป้าหมายเงินเฟ้อขึ้นกับการจัดลำดับความสำคัญนโยบายเศรษฐกิจมหภาค


      
         ศูนย์วิเคราะห์ศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) ระบุว่า นโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ยังจะเหมาะกับเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพราะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกมิติพร้อมๆกัน
ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF)ได้ประมวลข้อมูลของประเทศที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อกับไม่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ พบว่า ในสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ มีระดับเงินเฟ้อที่ลดลง อีกทั้งมีเสถียรภาพของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและระดับราคามากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเห็นผลได้ชัดกว่าในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ แม้บางช่วงเวลาจะถูกกระทบจากวิกฤตภายนอกก็ตาม  ซึ่งถ้าหากต้องการให้ธนาคารกลางมีช่องในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนมากขึ้น ก็อาจใช้วิธีขยับเป้าเงินเฟ้อกรอบบนให้สูงขึ้นในระดับที่สมควรได้ เพื่อลดข้อจำกัดของผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะแรงไปบ้างเป็นบางขณะ  รวมทั้ง มีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพียงเท่าที่จะเกิดผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น


         ก่อนมาเป็น “เป้าหมายเงินเฟ้อ" ประเทศไทยเคยใช้นโยบายการเงินมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้ง เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (ก่อนกรกฎาคม 2540)  และ เป้าหมายปริมาณเงิน (กรกฎาคม 2540 ถึง กลางไตรมาสสองปี 2543) แม้นโยบายการเงินแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป โดยหากพิจารณาประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เศรษฐกิจไทยมีความร้อนแรง และเครื่องชี้วัดด้านราคาทรงตัวในระดับค่อนข้างสูง แต่หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับมาใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ ทำให้ระดับราคามีเสถียรภาพมากขึ้น และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำลงมา แต่ก็มิได้แย่ซะทีเดียว โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตั้งไว้เกือบจะร้อยทั้งร้อย (ปี 2543-2552 กรอบคือ 0% - 3.5% สำหรับปี 2553 เป็นต้นมา กรอบคือ 0.5% - 3.0%) แต่ปัจจัยการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เร็วขึ้น ย่อมทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ทำให้มีบางมุมมองเสนอว่า นโยบายการเงินแบบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะใช้ได้ผลดีกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อหรือไม่ ในการบริหารเศรษฐกิจระดับมหภาค "หากผู้ดำเนินนโยบายการเงินต้องการใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างเสถียรภาพภายนอก ก็ต้องแลกกับความผันผวนของการเติบโตทางเศรษฐกิจและระดับราคาในประเทศที่อาจมากขึ้น ในทางกลับกัน หากผู้ดำเนินนโยบายต้องการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ อาจต้องยอมรับความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น  ฉะนั้น มุมมองที่แตกต่างกัน เพียงสะท้อนให้เห็น ถึงการให้ความสำคัญของเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนกัน โดยท้ายสุดจะออกหัวหรือก้อยนั้น คงต้องกลับไปมองที่เป้าหมายและบทบาทของธนาคารกลาง" TMB Analytics ระบุ


วิเคราะห์ข่าว : TMB Analytics  ระบุว่า นโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ยังจะเหมาะกับเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เพราะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกมิติพร้อมๆกัน แต่ปัจจัยการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เร็วขึ้น ย่อมทำให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ทำให้มีบางมุมมองเสนอว่า นโยบายการเงินแบบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะใช้ได้ผลดีกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อหรือไม่ ในการบริหารเศรษฐกิจระดับมหภาค

ผู้เสนอข่าว : นายวรพงษ์ เจริญสรรพพืช ID : 53112804116