ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ TMB Group 3 Blog

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

TMB ปล่อยกู้ SAM วงเงิน 480 ลบ.เป็นทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ




         นายภูมิชาย ชูสกุลธนะชัย หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าบรรษัทธุรกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า ธนาคารได้ให้การสนับสนุนทางการเงิน เป็นวงเงินสินเชื่อเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจจำนวน 480 ล้านบาท ให้แก่ บมจ.สามชัย สตีล อินทรัสทรี (SAM) เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตของบริษัท ซึ่งผู้ผลิตและจำหน่ายท่อเหล็กรายใหญ่ของประเทศ และยังมีศักยภาพในการส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ


         นอกจากนั้นแล้วการที่บริษัทฯ มีการควบรวมกับบริษัท อินเตอร์สตีล อินดัสทรี จำกัด ส่งผลให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในประเทศ โดยมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ประมาณ 246,000 ตันต่อปี เป็น 376,000 ตันต่อปี (เพิ่มขึ้นอีก 130,000 ตันต่อปี) และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าของบริษัทฯ จากการมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ทั้ง 2 ฝั่งของกรุงเทพมหานคร คือ สมุทรสาคร และสมุทรปราการ
สำหรับวงเงินสินเชื่อ Trade On Demand เพื่อนำไปลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของวัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ และใช้สำหรับการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เชื่อว่าการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในครั้งนี้จะสามารถเสริมสร้างศักยภาพทางการผลิตของบริษัทฯ และตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และพัฒนาคุณภาพสินค้าและระบบการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq10/1544811

สรุป : นายภูมิชาย ชูสกุลธนะชัย หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าบรรษัทธุรกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า ธนาคารได้ให้การสนับสนุนทางการเงิน เป็นวงเงินสินเชื่อเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจจำนวน 480 ล้านบาท ให้แก่ บมจ.สามชัย สตีล อินทรัสทรี (SAM) เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตของบริษัท ซึ่งผู้ผลิตและจำหน่ายท่อเหล็กรายใหญ่ของประเทศ และยังมีศักยภาพในการส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สรุปข่าวเด่นประจำสัปดาห์

26 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2555




          จากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ในระบบสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยออกมาเห็นได้ชัดว่าหนี้เสียที่มาจากหนี้เสียรายใหม่ในช่วงไตรมาสสองและสามปีนี้ เพิ่มขึ้น 1.0 และ  1.2  หมื่นล้าน ตามลำดับ จากปริมาณเพิ่มเฉลี่ยที่ 7,500 ล้านบาทต่อไตรมาสในช่วงปี 2553-54 เป็นการกลับไปแตะที่หลักหมื่นล้านอีกครั้งหลังช่วงวิกฤตซับไพร์มเป็นต้นมา

          การเพิ่มของหนี้เสียในจำนวนสูงเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ซึ่งในครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยถึงกับหดตัวถึงร้อยละ 2.3 ดังนั้น  การมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ  แต่การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในปัจจุบัน เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.6 ในเก้าเดือนแรกของปี  จึงกล่าวได้ว่า การมีหนี้เสียมากขึ้นจากรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหนี้เสียซ้ำซ้อนจากที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วที่เพิ่มขึ้นเช่นกันถึงร้อยละ 60 เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งและควรติดตามดูอย่างใกล้ชิด

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq05/1531064

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

TMB เผยหนี้เสียในระบบแบงก์แนวโน้มเพิ่มหลังแข่งปล่อยสินเชื่อดุส่งสัญญาณเสี่ยง


          ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ระบุว่า จากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ในระบบสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยออกมาเห็นได้ชัดว่าหนี้เสียที่มาจากหนี้เสียรายใหม่ในช่วงไตรมาสสองและสามปีนี้ เพิ่มขึ้น 1.0 และ  1.2  หมื่นล้าน ตามลำดับ จากปริมาณเพิ่มเฉลี่ยที่ 7,500 ล้านบาทต่อไตรมาสในช่วงปี 2553-54 เป็นการกลับไปแตะที่หลักหมื่นล้านอีกครั้งหลังช่วงวิกฤตซับไพร์มเป็นต้นมา


          ขณะที่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากหนี้ที่เคยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มาแล้วเพิ่มขึ้น 3.0 และ 3.2 พันล้านบาท ตามลำดับ  สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.3 พันล้านบาทต่อไตรมาส เช่นกัน จึงสรุปได้ว่าหนี้เสียทั้งรายใหม่และเก่า กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

          การเพิ่มของหนี้เสียในจำนวนสูงเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ซึ่งในครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยถึงกับหดตัวถึงร้อยละ 2.3 ดังนั้น  การมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ  แต่การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในปัจจุบัน เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.6 ในเก้าเดือนแรกของปี  จึงกล่าวได้ว่า การมีหนี้เสียมากขึ้นจากรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหนี้เสียซ้ำซ้อนจากที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วที่เพิ่มขึ้นเช่นกันถึงร้อยละ 60 เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งและควรติดตามดูอย่างใกล้ชิด

         ถึงแม้การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียสินเชื่อส่วนบุคคลจะมาจากทุกๆรายการ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อการบริโภคอื่นๆ และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยพบสัญญาณอันตรายในแง่การลดลงของคุณภาพสินเชื่อ ในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์มากที่สุด โดย สัญญาณดังกล่าววัดจากอัตราส่วนของ “สัดส่วนยอดสินเชื่อที่ปล่อยของสินเชื่อแต่ละประเภทกับสินเชื่อรวม" กับ “สัดส่วนยอด NPL แต่ละประเภทกับ NPL รวม"  (หรือ share ของสินเชื่อหารด้วย share ของ NPL นั่นเอง)  ถ้าหากอัตราส่วนดังกล่าวของสินเชื่อประเภทใดลดลง ก็หมายความสินเชื่อประเภทนั้น มีการเพิ่มของ NPL ที่เร่งตัวมากกว่าการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ  ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าวของสินเชื่อเช่าซื้อรถปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญสองครั้ง คือ ช่วงที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ที่ลดจากระดับ 4 เท่า เหลือเพียง 2.5 เท่า  และ ในช่วงสามไตรมาสปีนี้ ที่ลดลงมาต่ำกว่าระดับ 2 เท่า ขณะที่สินเชื่อบ้าน กับ สินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ  มีการลดลงของอัตราส่วนดังกล่าวไม่มากนัก คือจากระดับประมาณ 1.5 เท่า มาเป็น 1 เท่า

         ถึงแม้สัดส่วนหนี้เสียต่อปริมาณสินเชื่อของสินเชื่ออุปโภคบริโภคจะยังไม่สูงมาก แต่การลดลงของคุณภาพสินเชื่อดังกล่าวกลับเป็นสัญญาณเสี่ยง ให้หลายๆฝ่ายเฝ้าจับตามองระดับหนี้เสียที่เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี  แล้วถ้าหากเกิดเศรษฐกิจไทยเกิดสะดุดขึ้นมาจริงๆอีกครั้งหนึ่ง จะเกิดความเสียหายมหาศาลเพียงใด

อ้างอิงhttp://www.ryt9.com/s/iq03/1541288

สรุปจากตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ในระบบสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยออกมาเห็นได้ชัดว่าหนี้เสียที่มาจากหนี้เสียรายใหม่ในช่วงไตรมาสสองและสามปีนี้ เพิ่มขึ้น 1.0 และ  1.2  หมื่นล้าน ตามลำดับ จากปริมาณเพิ่มเฉลี่ยที่ 7,500 ล้านบาทต่อไตรมาสในช่วงปี 2553-54 เป็นการกลับไปแตะที่หลักหมื่นล้านอีกครั้งหลังช่วงวิกฤตซับไพร์มเป็นต้นมา

การเพิ่มของหนี้เสียในจำนวนสูงเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ซึ่งในครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยถึงกับหดตัวถึงร้อยละ 2.3 ดังนั้น  การมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ  แต่การเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในปัจจุบัน เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.6 ในเก้าเดือนแรกของปี  จึงกล่าวได้ว่า การมีหนี้เสียมากขึ้นจากรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหนี้เสียซ้ำซ้อนจากที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วที่เพิ่มขึ้นเช่นกันถึงร้อยละ 60 เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งและควรติดตามดูอย่างใกล้ชิด

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สรุปข่าวเด่นประจำสัปดาห์

12 พฤศจิกายน - 18 พฤศจิกายน 2555


TMB จัดวงเงินกู้ 420 ลบ.ให้ GLOBAL ใช้ซื้อวัสดุนำเข้าจากตปท.-ขยายสาขา




 ทางธนาคารทหารไทย ได้สนับสนุนการให้วงเงินกู้แก่ บริษัทโกลบอลเฮาส์ 420 ล้านบาท ทั้งนี้ทางธนาคารทหารไทย มองว่าการได้ร่วมลงทุนกับเครือปูนซีเมนต์ไทย SCC กับ Siam Global House จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำให้กิจการเจริญเติบโตไปได้อีก

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

TMB จัดวงเงินกู้ 420 ลบ.ให้ GLOBAL ใช้ซื้อวัสดุนำเข้าจากตปท.-ขยายสาขา


นายวิกรานต์ ปวโรจน์กิจ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบรรษัทธุรกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB) สนับสนุนวงเงินหมุนเวียนทั้งหมดจำนวน 420 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงวงเงิน Trade Finance ให้กับบมจ. สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) เพื่อให้สามารถนำวงเงินนี้ไปหมุนเวียนในการซื้อวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมองว่าการเข้าร่วมทุนของเครือปูนซีเมนต์ไทย (SCC) กับสยามโกลบอลเฮ้าส์ จะนำมาซึ่งการเพิ่มศักยภาพและสนับสนุนให้สามารถเติบโตไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย  และยอมรับในการทำตลาดแบบยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองว่าส่งผลดีต่อการขยายตัวของบริษัทมาก

ด้านนายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GLOBAL กล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะขยายสาขาต่อให้ครบ 20 แห่งภายในปีนี้จากเดิมที่มีอยู่ 16 แห่งในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาตั้งสาขาในกรุงเทพฯด้วย
อนึ่ง เมื่อเร็วๆนี้ทางกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยได้เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจด้วยการถือหุ้นในบริษัทถึง 30%  ประกอบกับมีการเติบโตของยอดขายที่สูงขึ้นจากปีที่แล้วถึง 40% และ 27% จากไตรมาสที่ 1 ของปีนี้
การขยายสาขาทำให้บริษัทได้ประโยชน์จาก Economy of Scale และเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับซัพพลายเออร์ด้วย โดยเน้นการลงทุนบนพื้นที่ของบริษัทเองจึงทำให้คุ้มกว่าในระยะยาว ซึ่งนอกจากพื้นที่ในต่างจังหวัดแล้ว บริษัทยังมีที่ในเมืองทองธานีอีก 140 ไร่ รวมมูลค่า 400 กว่าล้านบาท และยังสามารถขยายกิจการต่อไปได้อีกในอนาคต

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq05/1531064

สรุปข่าว : ทางธนาคารทหารไทย ได้สนับสนุนการให้วงเงินกู้แก่ บริษัทโกลบอลเฮาส์ 420 ล้านบาท ทั้งนี้ทางธนาคารทหารไทย มองว่าการได้ร่วมลงทุนกับเครือปูนซีเมนต์ไทย SCC กับ Siam Global House จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำให้กิจการเจริญเติบโตไปได้อีก

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

TMB ให้สินเชื่อหมุนเวียน SGP 1.5 พันลบ.รองรับขยายธุรกิจใน-ตปท.


       
          นายปิติ  ตัณฑเกษม  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย(TMB)  เปิดเผยว่าธนาคารได้สนับสนุนทางการเงินครบวงจร โดยจัดวงเงินสินเชื่อ Combined Line มูลค่า 1,500 ล้านบาท แก่ บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) ซึ่งเป็นบริษัทค้าก๊าซปิโตรเลียมอันดับ 2 ในประเทศรองจากปตท.ให้นำไปใช้เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ

          ด้านนายวรวิทย์  วีรบวรพงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร SGP  กล่าวว่า ในปี 55 คาดว่ารายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด เติบโตตามเป้าหมายที่ 30% จากปีก่อนหรือประมาณ 50,000 ล้านบาท จากปัจจัยหนุน 2 ทาง คือจากการบริโภคในประเทศ   โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนซึ่งทำให้แอลพีจีขยายตัวต่อเนื่อง 
และการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน ด้วยการเข้าซื้อกิจการ Chevron Ocean Gas & Energy Ltd. และ BP Zhuhai (LPG) Limited ซึ่งเป็นคลังแก๊สขนาดใหญ่ในซัวเถา และจูไห่ รวมถึงมีกิจการ Supergas Company Limited ในเวียดนามและได้เข้าซื้อกิจการ Shell Gas (LPG) Singapore Pte. Ltd.ในสิงคโปร์ จึงทำให้ขณะนี้บริษัทมีคลังเก็บแอลพีจีที่รวมแล้วใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออก
ทั้งนี้ ภายในปี 55 สัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายแอลพีจีในประเทศกับต่างประเทศจะเปลี่ยนไป จากเดิมมีสัดส่วนในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50:50 ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็น 40:60   ซึ่งเป็นอัตราที่สามารถรองรับการเติบโตของภาคพลังงานในประชาคมอาเซียนต่อไปได้
          “หากรัฐบาลมีการลอยตัวราคาก๊าซของภาคครัวเรือนให้เท่ากับภาคอุตสาหกรรม ก็จะเป็นโอกาสให้สามารถนำเข้าแก๊สเพื่อเข้ามาทำตลาดในประเทศได้ โดยในปัจจุบันบริษัทฯ เองก็ได้มีการนำเข้าแก๊สจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางอยู่แล้ว  แต่ส่งตรงเข้าไปสู่ประเทศในอาเซียนและจีน  ยังไม่ได้นำเข้ามาในประเทศไทยเนื่องจากปัญหาทางด้านต้นทุน ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็จะทำให้บริษัทมีกำไรเติบโตเกือบเท่าตัวเพราะสามารถขายในราคาที่ไม่ต้องถูกควบคุมได้  "นายวรวิทย์ กล่าว

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq10/1526667

สรุปข่าว : ธนาคารได้สนับสนุนทางการเงินครบวงจร โดยจัดวงเงินสินเชื่อ Combined Line มูลค่า 1,500 ล้านบาท แก่ บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) ซึ่งเป็นบริษัทค้าก๊าซปิโตรเลียมอันดับ 2 ในประเทศรองจากปตท.ให้นำไปใช้เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ ส่วนด้านนายวรวิทย์  วีรบวรพงศ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร SGP  กล่าวว่า ในปี 55 คาดว่ารายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด เติบโตตามเป้าหมายที่ 30% จากปีก่อนหรือประมาณ 50,000 ล้านบาท จากปัจจัยหนุน 2 ทาง คือจากการบริโภคในประเทศ   โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนซึ่งทำให้แอลพีจีขยายตัวต่อเนื่อง และการเข้าไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีน ด้วยการเข้าซื้อกิจการ Chevron Ocean Gas & Energy Ltd. และ BP Zhuhai (LPG) Limited 

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

สรุปข่าวประจำสัปดาห์


ทีเอ็มบี กรุงไทย และบิ๊กซีฉลองความสำเร็จ
12 กันยายน 2555
ทีเอ็มบี ธนาคารกรุงไทย พร้อมด้วยบมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ร่วมฉลองความสำเร็จของโครงการรีไฟแนนซ์เงินกู้จำนวน 27,000 ล้านบาท ของบมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่ครบกำหนดชำระในเดือนกรกฎาคม 2555โดยในปีที่แล้ว ทีเอ็มบีและกรุงไทยได้เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินในการเข้าซื้อกิจการของคาร์ฟูร์ จำนวน 38,500ล้าน ซึ่งเป็นดีลที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดใหญ่ในรอบปี
ทั้งนี้ นาย ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี (ซ้าย) และนาย วิภูธา ตระกูลฮุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (ขวา) และนางสาว รำภา คำหอมรื่น รองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน (กลางขวา) และคุณประพันธ์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองประธานผู้บริหาร ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ (กลางซ้าย) บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ได้ร่วมฉลองความสำเร็จในการรีไฟแนนซ์ ณ โรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้